ShoutMix chat widget

Ces yeux noisette แปลไทย

posted on 24 Aug 2008 16:12 by dezarin
WARNING  - ฟิคนี้มีกลิ่นอาย Y เอาการ ถ้าท่านไม่ถูกโรคกับฟิคที่มีการส่อถึงความสัมพันธ์ทางใจ (และกายนิดหน่อย) แบบ ชาย / ชาย ให้ปิดเอนทรี่ไปตั้งแต่อ่านถึงบรรทัดนี้ หากฝืนอ่านแล้วจริตเสียหาย กรุณาอย่าโวยเจ้าของบล็อก เพราะนี่ก็เตือนอยู่ไม่ใช่รึไง - -*** เดี๊ยะ....

 

ฟิคนี้เป็นเรื่องราวต่อเติมตามใจชอบเกี่ยวกับชีวิตนอกเวลาราชการ(เวลาเรียน) ของตัวละครจากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์

ไปเม้นท์ตอนที่ 1

ไปเม้นท์ตอนที่ 2 

- C es yeux noisette -  (those hazel eyes)

.   .   .   .   .

....For a long time this tendency has been suppressed until it was as if it never existed.

........Up til now, when it decides to prove its existence. 

บางวันในเดือนสิงหา 2551 - ตรอกข้าวสาร กทม.

"รินว้อย~" เสียงของเรเยสผู้พ่อดังเรียกเรเยสอายุน้อยกว่า ที่ขลุกอยู่กับการลองนั่งวาดสีน้ำมันรูปนรสิงห์จากโปสการ์ดทางด้านในของร้าน เจ้าตัวหัวกระเซิงที่มีหางม้ามัดชุ่ยๆด้านหลัง แหง่นหน้าขึ้นจากกระดานที่เพิ่งเริ่มลงสีไปได้นิดหน่อย ส่วนคนเรียกเองกำลังกวักมือเป็นเชิงว่าออกไปหาที่ด้านหน้าร้าน เจ้าตัวถอนหายใจ ส่วนนึงเพราะไม่อยากผละจากงานที่ยังไม่เสร็จ แต่ป็อปเห็นว่าวาดสีน้ำมันเลยกล้าเรียกหละมั้ง ถ้าทำสีน้ำอยู่คงไม่ยุ่งด้วยเพราะถ้าทิ้งไปกลางคันบางทีมาทำต่อลำบากเพราะสี แห้งไปหมดแล้ว

"คูอี.....ลุกกา" นั่นคือความพยายามสูงสุดของคนเป็นพ่อที่จะปรับเข้าหาภาษาไทย ให้ได้ใกล้เคียงที่ต้องการจะสื่อว่าให้ "มาคุยกับลูกค้า" มากที่สุดแล้ว

เหตุจากปรกติสกิลการสื่อสารภาษาอังกฤษของพ่อลูกคู่นี้ ค่อนข้างจะต่ำพอๆกัน เย้เยหรือ "ริน" เลยรู้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่อากุสติโน่เรียกให้ไปคุยกับลูกค้า หมายถึงลูกค้า"พูดฝรั่งเศส"

ร่างโย่ง 184 ในชุดชิลกางเกงยีนส์สั้นแค่เข่ากับเสื้อยืดสีเทาแขนกุด เดินลุยประดาอุปกรณ์วาดรูปและรูปที่ตั้งไว้ที่พื้นเพราะไม่มีที่พอที่จะแขวน แล้ว จนที่สุดก็มาถึงหน้าร้านจนได้ ลูกค้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้บ้านๆแบบที่เห็นได้ตามร้านอาหารข้างทางต่าง จังหวัดทั่วไปข้างอากุสติโน่ เลื่อนสายตาจากที่มองเฟรมวาดภาพที่อยู่หน้าเรเยสผู้พ่อขึ้นมามองเด็กหนุ่ม ที่เพิ่งออกมาที่หน้าร้าน ....เป็นม่านตาสีเหลื่อมประหลาดเช่นเดียวกับตาเขียว/น้ำตาลของสองคนเจ้าของ ร้านหากแต่เฉดต่างกัน

"ลูกชายน่ะ พูดฝรั่งเศสได้ จะให้มาเป็นเพื่อน...."

รินขมวดคิ้ว ป็อปน่าจะแปลงสเปนเป็นอังกฤษเพี้ยนอีกแหงๆ อยู่ดีๆจะให้ไปเป็นเพื่อนลูกค้าอะไรหละเนี่ย?

"หวัดดีครับ จะให้ผมช่วยอะไรได้บ้าง คุณ...."

"ผมชื่อ Cyrille, Cyrille Dominique. ส่วนเธอ...?"

"กรินทร์ เรเยส เรียกรินก็ได้"

"เป็นคนสเปนรึเปล่า?"

"ไม่ใช่หรอก คนไทยทั่วไปน่ะ แม่ผมเป็นคนไทย คุณมาจากที่ไหนหรือ?"

"แคนาดา - มณฑลควิเบคน่ะ อ้อ แล้วไม่ต้องเรียนกคุณก็ได้ เรียกแค่ 'Cyrille' (สิก-รีนยฺ) ก็พอ อายุเราก็ไม่ได้ต่างกันจนต้องมาเรียกเป็นทางการอะไรขนาดนั้นหรอกน่า?" เป็นการตอบกลับอย่างเป็นมิตรมาจากชาวต่างชาติคนที่สาม ในร้านขายรูปวาดเล็กๆที่คนผ่านไปผ่านมามักเข้าใจว่าเป็นกิจการของชาวต่าง ชาติสองคน

"อา.... เอาอย่างนั้นก็ได้" รินลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งใกล้ๆเยื้องด้านหลังของป็อป ที่กำลังจัดแจงอุปกรณ์เตรียมขึงผ้าใบบนเฟรมขนาดใหญ่ "เฟรมใหญ่นะนั่น.... เมตรครึ่งคูณ 90 เซน"

"อือ... จะให้ป็อปเธอเข้าเพ้นท์รูปวัดพระแก้วน่ะ อยากได้รูปใหญ่ๆหน่อย จะเอากลับไปแขวนที่อพาร์ทเมนท์ตอนกลับไปแล้ว"

"แบบนั้น.... 3-4 วันอาจจะเสร็จ? แต่หน้าฝนหยั่งงี้ น่ากลัวสีจะแห้งยากหน่อย จะเป็นไรมั้ยถ้าอาจจะนานกว่านั้นนิด?"

"ไม่มีปัญหา ผมไม่ต้องกลับไปจนกว่าจะถึงต้นเดือนหน้าหรอก ตอนนี้มาเที่ยวหลังจากเรียนมหาลัยจบน่ะ"ชาวเชื้อสายต่างชาติผมดำขลับคนที่สามในร้าน พูดบ่งบอกความภูมิใจ  "แล้วพอกลับไปนี่ ก็จะได้เริ่มทำงานแล้วหละ"

"ยินดีด้วย เอ้อ ตายละ ปล่อยให้นั่งอยู่ได้ไงตั้งนานสองนาน จะเอาน้ำเอากาแฟมั้ย? เดี๋ยวไปซื้อมาให้"

Cyrille ส่ายหน้าน้อยๆแล้วยิ้มตอบกลับมา "อ่า ไม่ต้องหรอก เอางี้ เราไปเดินเตร่ข้างนอกกันดีกว่ามั้ย? ป็อปเธอจะได้วาดได้สะดวกๆ -without someone talking "behind" his back-"

ว่าแล้วหนุ่มแคนาดาก็หัวเราะออกมาเองกับสิ่งที่ตัวเองพูด เพราะความหมายกำกวมของประโยคที่หมายถึง "คุยกันอยู่ข้างหลัง" หรือ "นินทา" ก็ได้ หลังจากบอกกล่าวอากุสติโน่และซักจนแน่ใจแล้วว่าจะอยู่ร้านคนเดียวได้แน่ รินกับ Cyrille เดินออกจากร้านไปเตร็ดเตร่ตามบริเวณของตรอกข้าวสาร เมื่อมาเดินด้วยกันแล้ว หนุ่มแคนาดาแท้ๆในเสื้อโปโลสีแดงคล้ำ ยังสูงไม่เท่าเจ้ามนุษย์วิญญาณลิงเก็บมะพร้าววัย 16 ด้วยซ้ำ..... เดาดูด้วยสายตาแล้วรินน่าจะสูงกว่าราวๆ 4-5 เซน

"ริน ถามหน่อยได้มั้ยว่าอายุเท่าไหร่แล้ว? เทียบกับคนทั่วไปแล้วดูสูงจังนะ"

" 16... ก็ไม่แปลกใจนะที่สงสัย เพราะที่โรงเรียนก็สูงที่สุดในห้องเหมือนกัน ขนาดมีคนอื่นที่เป็นลูกครึ่งเหมือนกันยังไม่มีใครสูงเท่าเลย"

"อ้อ ยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ? ชั้นไหนหละ?"

"เอ่..... 10มั้ง? ม.4เมืองไทยเทียบกับของเมืองนอกไม่ค่อยถูก เอาเป็นว่าต้องเรียนอีกสองปีถึงจะเข้ามหาลัยได้น่ะ"

"ใช่ๆ เกรด 10 หละแบบนั้น" Cyrille เว้นวรรค "ส่วนผมอายุ 23"

รินพยักหน้าหงึกหงักแสดงอาการรับรู้ ปรกติคนเงียบๆเรื่อยๆอย่างตัวเองต้องมาทำหน้าที่แบบนี้ก็ลำบากอยู่ไม่นึกเรื่องชวนคุยไม่ค่อยออก "แล้ว..... พักอยู่ที่ไหนหละ? สีลม? สุขุมวิท?"

"เปล่า ข้าวสารนี่แหละ" เด็กเจ้าถิ่นหันมองคนข้างๆอย่างประหลาดใจ จริงอยู่ที่ฝรั่งแบ็คแพ็คแถวข้าวสารหน้าตาดีๆก็มี แต่ดูยังไง Cyrille ก็ไม่เข้าเค้าว่าจะเป็นพวกแบ็คแพ็ค แถมยิ่งมาสั่งรูปขนาดใหญ่แบบนั้นซึ่งราคาค่อนข้างแพงเอาการสำหรับฝรั่งต้น ทุนน้อย ไม่นับว่ายังจะขนกลับลำบากอีก แต่กระนั้นจะซักไซ้จนเหมือนสอบปากคำก็ไม่ใช่วิสัย ตัวเองไม่ใช่พวกอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านจนถึงขนาดนั้นหรอก หลังจากเดินดูนั่นนี่ที่ขายอยู่ตามฟุตบาทกันได้พักใหญ่ๆ Cyrille ก็ชวนรินเข้าไปนั่งที่ร้านอาหารเล็กๆที่เป็นส่วนนึงของเกสเฮ้าส์ โดยบอกว่า "ผมพักอยู่ที่นี่แหละ"

รินเดินไปสั่งชาดำเย็นกับน้ำอัดลมให้ Cyrille กับเจ้าของที่ซึ่งรู้จักกัน "พี่หน่อง ฝรั่งที่มากับฉันนั่นพักอยู่เกสเฮ้าส์พี่เหรอ? ดูท่าไม่น่าเป็นฝรั่งโซๆแบบพวกแบ็คแพ็คทั่วไปเลยนะ"

"นั่นสิ ตอนเข้ามาพี่ก็ไม่นึกว่าจะมาพักเหมือนกัน ดูท่าทางไม่ใช่พวกขี้นกทั่วๆไปนะ ตอนลงค่าห้องจ่ายด้วยบัตรเครดิทด้วยหละ"

จ่ายด้วยบัตรเครดิทเลยเหรอ?

"แล้ว....ไปไงมาไงรินถึงไปอยู่กับคนนั้นได้หละ?"

"พอดีเค้าไปสั่งให้ป็อปวาดรูปให้น่ะ ป็อปเลยโยนหน้าที่ดูแลลูกค้ามาให้เพราะฉันดันเรียนสายฝรั่งเศสที่โรงเรียน"

"เอาน่า... ถือว่าช่วยพ่อทำมาหากินนะ" เจ๊หน่องหัวเราะก่อนยกแก้วชาดำเย็นที่เพิ่งชงเสร็จกับขวดสไปร์ทแช่เย็นส่งให้

พอยกน้ำกลับที่โต๊ะแล้ว ทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องของอีกฝ่าย ต่างมัวแต่จับจ้องกับการถ่ายทอดโอลิมปิกในทีวีที่แขวนไว้บนผนังร้าน บทสนทนาที่เหลือมักจะหมดไปกับการคุยกันเรื่องกีฬาตามที่กำลังถ่ายทอดอยู่ จนราวสักห้าโมงเย็นกว่าๆ บรรยากาศเริ่มครึ้มลงตามปรกติวิสัยของเดือนสิงหาเมืองไทยซึ่งเป็นหน้าฝน รินจึงขอตัวกลับไปที่ร้านเพื่อช่วยป็อปเก็บของก่อนปิดร้าน Cyrille บอกว่าจะแวะไปดูความคืบหน้าที่ร้านป็อปเรื่อยๆ ก่อนหันไปให้ความสนใจกับการแข่งกีฬาบนทีวีเช่นเดียวกันลูกค้ารายอื่นๆในร้าน ขณะที่รินเดินกลับไปที่ร้านของป็อปให้ไวก่อนที่ฝนจะลงเม็ด

.   .   .   .   .

จากวันเสาร์ที่หนุ่มแคนาดาผมดำขลับ ตาสีเฮเซลออกเทาที่ต่างจากเฮเซลเขียว/น้ำตาลของริน เดินเข้ามาร้านเป็นครั้งแรก วันอาทิตย์รุ่งขึ้นสายๆ Cyrille ก็โผล่มาที่ร้านอีกครั้ง.... ทว่าวันนี้มีเพียงรินที่นั่งเฝ้าร้านอยู่เพียงคนเดียว

"ป้อปเธอไปไหนซะหละ?"

"ออกไปสนามหลวงแน่ะ ว่าจะไปหามุมวาดให้ชัดๆ ดูจากโปสการ์ดไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่"


Cyrille ดึงเก้าอี้ตัวเดียวกันกับที่นั่งเมื่อวานมานั่ง พลางสังเกตดูรูปนรสิงห์ที่รินกำลังลงสีต่อจากเมื่อวาน "เออ เก่งนี่! วาดตัวอะไรอยู่น่ะ? อย่างกับเห็นที่ในวัดนั้นใช่รึเปล่านะ..."

"เค้าเรียกนรสิงห์น่ะ จะว่าไงหละ... ตัวนี้ท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นสัตว์ป่า แต่บางทีก็เห็นผสมกันระหว่างกวางกับสิงห์เหมือนกัน"

"ตัวแบบนี้เจ๋งจริงๆ...." Cyrille ขยับเข้าใกล้ให้ดูรายละเอียดในรูปได้ถนัดยิ่งขึ้น "มีคนสั่งให้วาดให้รึ?"

"เปล่าอะ วาดตามใจตัวเอง ถ้าโชคดีพอวาดเสร็จก็อาจจะมีคนซื้อเวลาเอาไปตั้ง"


"เหรอ.... งั้นขอจองได้มั้ย?" รินหันขวับมามองหนุ่มต่างชาติที่นั่งข้างๆ "หะ......?"

"ก็ไม่มีใครจองไว้ใช่มั้ย? งั้นผมขอซื้อตอนวาดเสร็จแล้วกัน" Cyrille ตอบกลับมาด้วยสีหน้าชิลไม่เปลี่ยนแปลง

"เอ่อ... ก็ได้น่ะนะ แต่ไม่รับประกันน่ะว่าจะไม่ทำเสียไปซะก่อน"
คำพูดของ Cyrille ทำเอารินเกร็งขึ้นมานิดๆ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครจะสนใจจะซื้อรูปที่ตัวเองวาดตั้งแต่ยังไม่เสร็จ ด้วยซ้ำ ทั้งสองนั่งกันเงียบๆในร้านหลังจากจบการสนทนาช่วงแรกโดยรินก็นั่งลงสีรูปต่อ ในขณะที่ Cyrille ก็นั่งสังเกตการณ์ความคืบหน้าของรูปที่จะซื้อ จนผ่านไปราวชั่วโมงกว่ารูปนรสิงห์จึงเสร็จ และรินตัดสินใจมานั่งพักจากการทำรูปเพื่อดูร้านและดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่

"เอ้า เหลือแค่รอให้สีแห้งหละ มาเที่ยวที่นี่แล้วเป็นไงบ้าง?"

"ก็ดีนะ เห็นของที่น่าสนใจเยอะเลย ก่อนหน้านี้ก็ไปเชียงใหม่กับอยุธยามาก่อนที่จะมาเดินเล่นในกทม.นี่แหละ"

รินพยักหน้าช้าๆ ความที่เป็นคนเฉยๆทำให้นึกหาสิ่งที่จะพูดตอบไม่ค่อยออก เลยคิดว่าบอกไปตรงๆเลยดีกว่า Cyrille จะได้ไม่คิดว่าตัวเขาเองไม่ใส่ใจ "โทษทีนะที่ไม่ค่อยคุยเลย เผอิญไม่ใช่คนคุยเก่งน่ะ"

"ก็พอจะเดาออกนะ เอ้อ อยู่กับป็อปแค่สองคนเองเหรอ?"

"เปล่า มีน้องสาวกับน้องชายอีกสองคนน่ะ แต่พวกนั้นอยู่บ้านตลอดเวลาสุดสัปดาห์ จะมาร้านเฉพาะวันธรรมดาหลังโรงเรียนเลิกน่ะ"
"แล้วแม่หละ? อยู่กับน้องที่บ้านเหรอ?"

"เสียไปแล้ว....ตั้งแต่สองปีก่อน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่บ้านกับน้องน่ะนะ"

"ขอโทษ"

"ช่างเหอะ ไม่ใช่ความผิดนายหรอก แล้วก็ไม่มีใครไปทำอะไรกับมันได้แล้วด้วย" สีหน้าของรินเปลี่ยนนิดๆ ดูจะหมองลงแต่ไม่ใช่หมองจากความเศร้า ความเศร้าอาจะเป็นส่วนนึงแต่เหตุหลักจริงๆนั่น..... จากคนอื่น และคนอื่นนั้นก็ไม่ใช่ Cyrille แต่เจ้าตัวคนถามเมื่อเห็นสีหน้าของรินเปลี่ยน ก็เริ่มใจไม่ดี

"ริน...." เสียงขาดหายไปช่วงนึง "บางที.... ผมน่าจะออกไปสักพัก ผมขอโทษที่ไปจุกจิกเรื่องส่วนตัว"

รินยังไม่พูดอะไรตอบ ทั้งที่สมองสั่งแล้วว่าให้บอกไปสิว่าไม่ใช่ความผิดของ Cyrille เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าจะกลายเป็นเปิดโอกาสให้ถูกล้วงลึกลงไปอีก หนุ่มแคนาดาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเลี่ยงออกไปทางหน้าร้าน ประจวบกับที่อากุสติโน่กลับมาที่ร้านพอดี Cyrille จึงถูกรั้งตัวให้อยู่ต่อที่ร้านอีกระยะนึงระหว่างที่ป็อปขอความเห็นเช็ค เกี่ยวกับรูปที่จะทำ สีหน้าของรินยังเรียบเฉยทุกครั้งที่ Cyrille แอบสอดตามอง จนในที่สุดรินก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งมาเป็นชั่วโมงๆ ออกเดินยืดเส้นสายเลยผู้ใหญ่สองคนออกไปที่หน้าร้าน อีก6-7นาทีต่อมา Cyrille จึงเดินออกจากร้านหลังจากคุยกับป็อปเรื่องรูปเสร็จโดยตั้งใจเลี่ยงจากริน

"เดี๋ยว......." Cyrille ชะงักแล้วหันกลับมาที่รินโดยไม่กล้าสบตาเต็มที่

"ไปเดินคุยด้วยกันหน่อยได้มั้ย?"
.   .   .   .   .

คู่สองหนุ่มต่างเชื้อชาติ ทว่าลักษณะทางกายภาพกลับคล้ายคลึงกันโดยเฉพาะผมดำขลับผิดวิสัยฝรั่งทั่วไป และดวงตาสีเหลื่อมวาว เพียงหนึ่งเดียวของทั้งคู่ที่ต่างกันน่าจะเพียงแค่... หนุ่มคนตัวสูงกว่าสีผิวออกคล้ำน้ำตาลอมน้ำผึ้ง ในขณะที่คนที่เตี้ยกว่าเล็กน้อย ผิวขาวใสตามลักษณะของชาวตะวันตก รินพา Cyrille เดินจากตรอกข้าวสารออกถนนจักรพงศ์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระอาทิตย์ก่อนทั้งสองไปหยุดฝีเท้า ณ สวนสันติชัยปราการที่มีป้อมพระสุเมรตั้งตระหง่าน

"หาที่นั่งซะก่อนเถอะ...." รินออกอากัปสื่อไปถึงบรรดาม้านั่งรอบๆ หมายให้ Cyrille หาที่นั่งให้สบายตัวหลังจากพาเดินมาพอสมควร

เมื่อ Cyrille นั่งลงบนม้านั่งใต้ร่มเงาไม้ รินก็เริ่มพูด "ที่ฉันพูดที่ร้าน.... ไม่ได้ฟังเหรอ?"

"หา?" เสียงตอบจากอีกฝ่ายแสดงความงุนงง

"ที่พูดก่อนหน้านี้...ที่ร้าน" เจ้าตัวพยายามควบคุมเสียงไม่ให้แข็งจนเกินไป "เกี่ยวกับที่ว่าแม่ฉันตาย นายไม่รู้นี้ เพราะงั้นที่นายถามถึงแม่ฉันจะไปว่านายก็ไม่ได้หรอก ปรกติเวลาทำความรู้จักกัน คนก็มักจะลองถามถึงครอบครัวกันท้งนั้น จริงอยู่ที่พอพูดถึงเรื่องแม่ฉันอาจจะรู้สึกไม่ดีนิดหน่อย แต่ฉันก็บอกแล้วนี่ว่า -ไม่ใช่ความผิดนายที่ถาม แล้วก็ไม่มีใครผิดตรงนั้นด้วย- ฉันไม่ได้่โมโห แต่...ทำไมนายต้องดูตื่นๆเกินไปนักด้วย?"

Cyrille รู้สึกหน้าของตัวเองร้อนผ่าว
ไม่ใช่ว่าเกิดโทสะว่าถูกเด็กพูดเหมือนยอกย้อน

แต่เป็นความรู้สึกอื่นผนวกกับความหวั่นไหว"บางอย่าง"

"ก็...ผมคิดว่าเธอโกรธมาก ปรกติผมไม่ชอบทำให้คนอื่นอารมณ์ไม่ดีหรอก" หนุ่มแคนาเดี้ยนเชื้อสายฝรั่งเศสอึกอัก ขณะเด็กหนุ่มไทยเชื้อสายสเปนรออย่างใจเย็น "แล้วก็.... เธอนิ่งมาก นิ่งจนผมไม่รู้ว่าเธอนิ่งเพราะไม่ถือสา หรือนิ่งเพราะโกรธแต่ไม่อยากแสดงอาการกันแน่ ก็เลย...ทำให้ผมออกจะหวั่นๆอยู่หละมัง?"

"ที่ผ่านมา... ผมก็แค่อยากจะเป็นเพื่อนกับเธอ แต่ก็คงขึ้นอยู่กับเธอด้วยว่าอยากเป็นเพื่อนกับผมรึเปล่า"

"ฉันเหรอ? ไม่มั้ง.... นายมากกว่าที่วิตกง่ายไป ถ้ามันดูติดขัดตรงไหน...อาจจะเป็นที่นายเองก็ได้?"

"อ่านะ.... แต่ยังไงก็เถอะ การที่เธอไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาบ้างเลย มันทำให้คนอื่นกลัว" เมื่อพูดจบ Cyrille ก็ยืนขึ้นแล้วเดินแยกกลับไปที่ข้าวสาร ส่วนรินนั้นกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งได้ฟัง เพราะมันสอดคล้องกันสิ่งที่เพื่อนที่โรงเรียนบางคนเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้
.   .   .   .   .

วันจันทร์.... วันอังคาร..... วันพุธ........ แม้นว่าทั้งคู่จะเจอกันที่ร้านทุกวันหลังรินเลิกเรียนมาอยู่ที่ร้านป็อปเพื่อรอกับบ้านพร้อมกันตอนทุ่มนึง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณความคืบหน้าของการสานสัมพันธ์ความสนิทกันตามที่ Cyrille ตั้งใจ บทสนทนาทั้งหมดจะหมดไปกับเรื่องทั่วไปหรือเรื่องภาพวาด ก่อนที่รินจะหันเหความสนใจไปที่การบ้านหรือนั่งวาดภาพต่อ ปล่อยให้น้องๆสองคนเป็นฝ่ายรับมือหนุ่มควิเบคไปพลางๆ แต่ด้วยความที่เป็นหน้าฝน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนมักจะตกช่วงเย็นๆค่ำๆ บางวันถึงกับตกตลอดคืนจนถึงเช้า ทำให้สีน้ำมันที่ใช้ลงสีรูปตามออเดอร์ของ Cyrille แห้งช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเจ้าตัวก็เข้าใจ

เมื่อวันพฤหัสมาถึง....

"ขอถามอะไรเกี่ยวกับรินหน่อยได้ไหม?"

"มีอะไรเหรอ?"

"ปรกติแล้ว.... รินจะเป็นเงียบๆไม่ค่อยหรือ? ที่ผ่านมาผมพยายามจะเป็นมิตรกับเขา แต่เขาแทบไม่แสดงความรู้สึกออกมาเลยว่าจะเป็นมิตรกับผมไดไหม..."

อากุสติโน่เอามือข้างที่เปื้อนสีน้อยที่สุดเกาขมับ ด้วยทั้งไม่ค่อยสังเกตว่าพฤติกรรมลูกชายกับคนนอกบ้านต่างกับคนในบ้าน และไม่รู้จะตอบกลับยังไงให้ลูกค้าชาวแคนาดาเข้าใจ

"เอ่.... แปลกแฮะ ที่บ้านไม่เห็นเป็นอย่างั้นเลยนี่นา... พูดเยอะแถมยัง "a rotten mouth" อีกต่างหาก" เสียงหัวเราะคั่นออกมาหลังจากปล่อยคำประหลาดที่ไม่แน่ใจว่ามีในภาษาอังกฤษหรือเปล่า "บางทีนะ รินมันอาจจะไม่อยากพูดมากแล้วทำวงแตกน่ะ มันยิ่งปากหนักๆ พูดตรงเผงอยู่ด้วย มันอาจจะกลัวพูดตามสบายแล้วทำเอาคุณอึ้งได้น่ะ เลยใช้วิธีพูดให้น้อย ดีกว่าพูดมากแล้วกลายเป็นระเบิดลง"

"งั้นเหรอครับ" Cyrille ใช้เวลาพยายามย่อยข้อมูลแล้วดูดเอาแต่สาระเป็นนาทีๆ ถึงจะตอบกลับมาได้

"พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงหละมั้ง? ไม่ค่อยเข้าใจสำนวนไทยเหมือนกัน" ชายต่างชาติสูงวัยกว่าเหลือบมองท่าทีของลูกค้าที่นั่งจับปลายคางตัวเองคิดอะไรสักอย่างอย่างลึกซึ้ง "สนมันเหรอคุณ"

คำพูดสั้นๆ แต่เป้งเข้าเป้าเผงทำเอาหนุ่มแคนาดาแทบสะดุ้งตกเก้าอี้ "เจ๊ยยย ไม่ๆๆๆๆๆ ผมแค่อยากจะเป็นเพื่อนกับรินเท่านั้น"

"แค่บอกให้รู้นะ ผมไม่แคร์ว่าจะได้ลูกสะใภ้หรือลูกเขยเข้าบ้านหรอก" เจ้าของร้านชาวสเปนขยิบตาก่อนหันกลับไปจดจ่อกับการลงสีรูปให้เสร็จเร็วที่สุด ส่วน Cyrille แกล้งมองออกไปข้างนอกร้านดูผู้คนที่ผ่านไปมาเพื่อระงับอาการของตัวเอง ไม่นานนัก แสงแดดจ้าบนถนนค่อยจืดจางลงพร้อมเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกลๆ "ฝน... จะตกอีกแล้วเหรอ?"
.   .   .   .   .

เกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ฝนยังคงลงหนาเม็ดไม่มีทีท่าว่าจะซาลง อากุสติโน่ยังคงคร่ำเคร่งกับการทำชิ้นงานให้เสร็จ ส่วน Cyrille นั้นนั่งอ่านหนังสือรอให้ฝนใกล้หยุดแล้วจะมุ่งกลับไปที่ที่พัก แต่ไม่นานสองคนในร้านก็ได้ยินเสียงวิ่งลงฝีเท้าหนักมาตามฟุตบาท และหยุดลงที่หน้าร้าน "บ้าจริงเชียว ตกไม่หยุดเลย"

ภาษาท้องถิ่นที่ทั้งคู่ฟังไม่เข้าใจทำให้ต่างต้องเงยขึ้นมอง รินกำลังลูบน้ำฝนออกจากหน้าในสภาพเปียกปอนไปทั้งตัว ทันทีที่เห็นว่าเจ้าลูกชายกลายเป็นลูกหมาตกน้ำ อากุสติโน่ที่ร้องโวยในบัดดลไม่ให้เข้ามาข้างในทั้งเปียกๆแบบนั้น เพราะรูปหลายชิ้นเป็นงานสีน้ำที่ถ้าบังเอิญถูกน้ำฝนหยดใส่คงเสียแน่นอน ได้ยินดังนั้น หนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมจึงวางกระเป๋าและเป้ที่สะพายหลังไว้ ปลดกระดุมเสื้อนักเรียนที่ตอนนี้เปียกน้ำฝนจนเหมือนกระดาษทิชชู่ติดหนับตามเนื้อตัวออกก่อนเดินออกใต้กันสาดหน้าร้านแล้วบิดเสื้อไล่น้ำออกจากเนื้อผ้า

ข้างหลังรินนั้น Cyrille นั่งมองด้านหลังของลูกครึ่งไทย-สเปนตาไม่กระพริบ ในใจก็คิดสงสัยว่าทำไมรินถึงมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ทั้งๆที่.....

....แล้วตอนนี้เขาเริ่มสนใจลูกชายของคนที่เขาจ้างวาดภาพอย่างที่ผู้เป็นพ่อยุเสียแล้ว

"Cyrille รบกวนหยิบเสื้อสำรองในกระเป๋าตรงใกล้ๆนั่นให้หน่อยสิ"

เสียงร้องขอจากเจ้าของร่างที่เปลือยท่อนบนอยู่ตอนนี้ ทำให้วงจรความคิดของหนุ่มที่พูดฝรั่งเศสเป็นภาษาหลักหลุดกลับมาโลกรอบๆตัว ก่อนเงอะงะหยิบเสื้อจากกระเป่าบนโต๊ะใกล้ๆส่งให้รินที่มองเข้ามายังผู้เป็นลูกค้าและ.... ยิ้มน้อยๆ

"ยิ้มอะไร?"

"เปล่าหรอก ก็แค่....พอเรียกชื่อนายแล้วถึงเพิ่งนึกได้ว่าที่โรงเรียนก็มีคนในชั้นชื่อคล้ายๆกันน่ะ เพียงแต่รายนี้ชื่ออ่านว่า "คี-ริล" แทนที่จะเป็น "สิก-รีนยฺ" อย่างนายน่ะ"

"ก็น่าจะมีรากเดียวกันทั้งคู่นั่นแหละ แต่รู้สึกว่า "คี-ริล" จะได้อิทธิพลทางกรีกมามากกว่า "สิก-รีนยฺ" ที่ออกฝรั่งเศส/ลาติน"

"อ่านะ... ฉันชอบ "สิก-รีนยฺ" มากกว่าแฮะ" คำพูดที่ไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลังของริน ทำให้เจ้าของชื่อแอบรู้สึกใจเต้นตูมตามอยู่ข้างในแต่ฝ่ายเดียว

"แล้ว... คนที่ชื่อคีริลที่โรงเรียนนี่เป็นยังไง?"

"เอาเป็นว่าไม่มีอะไรเหมือนนายสักนิดนั่นแหละ" นายแมวน้ำที่โรงเรียนมีอะไรเหมือนคนที่นั่งอยู่ในร้าน.... ก็แค่เป็นคน เป็นผู้ชาย แล้วก็เป็นฝรั่ง(อย่างน้อยก็ลูกครึ่ง) เหมือนกันเท่านั้นหละมั้ง?
.   .   .   .   .

วันเสาร์เวียนมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้วที่ Cyrille มาที่ร้านของป็อปรินเป็นหนแรก สองพ่อลูกขะมักเขม้นจัดการตกแต่งความเรียบร้อยขั้นสุดท้ายให้รูปของลูกค้าชาวแคนาดา จนเกือบสิบโมง ผู้ที่กลายเป็นเจ้าประจำของร้านตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาก็โผล่หน้าเข้ามาดูความคืบหน้า ในเสื้อโปโลแดงคล้ำตัวเดิมที่เคยใส่มาเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้า

"เกือบเสร็จแล้วหละ รออีกแป๊บให้ห่อเสร็จแล้วเดี๋ยวก็เอาไปได้!" รินตะโกนบอกมาจากในร้านขณะกำลังช่วยป็อปเอาพลาสติกห่อตัวเฟรมผ้าใบทั้งชิ้น ไม่นานหลังจากห่อพลาสติกกันความชื้นระหว่างเดินทางให้เสร็จ Cyrille เข้ามาดูชิ้นงานสำเร็จใกล้ๆและมีท่าทีพอใจมาก จากเดิมที่ตกลงราคากันไว้ที่ 5,000 หนุ่มแคนาดาที่เริ่มมีความสนิทสนมกับครอบครัวนี้เดินดูรูปอื่นอีกสักพักก่อนตัดสินซื้อรูปสีน้ำเล็กๆเพิ่มอีก 3 และไม่ลืมที่จะหยิบรูปนรสิงห์ที่รินวาดเสร็จเมื่อหลายวันก่อนมาถามราคา

"300 ก็ได้มั้ง อย่างว่าไม่ได้ตั้งใจจะวาดเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่แรกน่ะนะ"

"300? พูดเล่นน่า วาดออกยาก เดี๋ยวให้พันนึงเลยดีกว่า"

ทั้งป็อปทั้งรินต่างอึ้งกับความใจดีของหนุ่มแคนาดาที่ใจป้ำแถมรายได้ให้อีกไม่น้อย จนทั้งหมดรวมค่าเป็นกว่าแปดพัน ป็อปเลยให้รินช่วยขนรูปทั้งหมดไปส่งให้ที่เกสเฮ้าส์ที่พักของ Cyrille แต่พอเมื่อไปถึงที่แล้ว ถึงเห็นว่าสัมภาระของคนรู้จักถูกแพ็คเก็บไว้เป็นอย่างดีแล้ว

"Cyrille จะกลับแล้วเหรอ?"

"อืม... เมื่อวานเพิ่งได้อีเมล์บอกว่าจะให้ไปเริ่มทำงานไวขึ้นน่ะ เดี๋ยวเย็นนี้ก็ต้องขึ้นเครื่องแล้ว" Cyrille หันมาหารินด้วยสีหน้าที่เดาอารมณ์ไม่ได้ ก่อนเอ่ยปาก "มาด้วยกันหน่อยได้มั้ย?"
.   .   .   .   .

15 นาทีต่อมา รินนั่งอยู่กับ Cyrille ในแท็กซี่แบบแวนที่เรียกไปที่ CTW

ตามวิสัยปรกติของการจราจรของกทม. เมื่อแท็กซี่วนออกจากมาข้าวสารและเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลางแล้ว จำนวนรถมากมายก็ทำให้การเดินทางของทั้งสองดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทั้งคู่ต่างไม่มีใครพูดอะไร

แล้วแต่จู่ๆ มือของ Cyrille ก็คว้าไหล่ของเด็กหนุ่มพร้อมกับดึงร่างของทั้งสองโน้มเข้าหากัน

ริมฝีปากของหนุ่มควิเบคประทับที่ริมฝีปากบนของรินเยื้องไปทางมุมปาก

ม่านตาสีเหลื่อมสองคู่สองเฉดสะท้อนเงาของกันและกัน ฝ่ายหนึ่งสงบนิ่ง อีกฝ่ายแฝงแววความตระหนกอย่างเงียบๆ

"Je t'adore, Rin."

ได้ยินเท่านั้น ร่างที่สูงกว่าก็สะดุ้งหลุดออกจากอีกฝ่าย ตัวเลื่อนไปจนสุดปลายเบาะด้านหลังกระแทกกับประตูรถซึ่งถ้าไม่ได้ล็อกไว้อาจจะแรงพอถึงลงไปกลิ้งอยู่บนถนน

ตาสีเขียว/น้ำตาลเหลือบเห็นคนขับรถขยับกระจกมองหลังดูแบบสงสัย แต่ก็ไม่ได้มีคำพูดอะไรหลุดออกมา

เจ้าตัวนึกขอบคุณที่ตัวเองสารรูปออกต่างชาติไม่น้อย คนขับแท็คซี่จึงไม่ใส่ใจนัก คงคิดว่าเป็นปรกติของฝรั่ง

"....ไอ้ที่ นายบอกให้ฉันหัดเปิดใจบ้าง ก็เพื่อแบบนี้เองเรอะ?" เสียงจากฝั่งประตูด้านซ้ายเจือไว้ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว "อย่ามาเล่นกับฉันแบบนั้นน่า Cyrille ของแบบนี้คนไทยเขาไม่เอามาหยอกกันหรอกนะ......"

"ริน.... ผมจริงจังนะ."
หนุ่มวัย 23 จับแขนลูกครึ่งไทย-สเปนเป็นเชิงให้ขยับกลับมา แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการบังคับขู่เข็ญอะไร เหมือนจะแสดงความจริงใจมากกว่า "เว้นแต่.... เรื่องทำนองนี้สังคมไทยไม่ยอมรับ แล้วเธอก็รับมันไม่ได้ด้วย"

สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนทางอารมณ์ของฝ่ายถูกกระทำมองย้อนกลับไปทางม่านตาสีเทาหม่น ทุกอย่างในระบบประสาทตอบสนองมาพร้อมกันเร็วเกินไปจนไม่รู้จะมีปฏิกิริยาเช่นไร ริมฝีปากที่แอบไว้หลังมือยังเหมือนมีความรู้สึกร้อนผ่าวคงเหลือ "ทำไม....ถึงต้องเป็นฉัน?"

"อย่างที่คิดเลย เธอรับมันไม่ได้...."

"อย่าเพิ่ง....." เสียงลอดผ่านออกมาอย่างแผ่วเบา "ไม่ใช่ว่าฉันรับเรื่องเกย์ไม่ได้นะ เพียงแต่.... ขอเวลาฉันสักนิดเถอะ"
.   .   .   .   .

หลังจากลงแท็คซี่ที่ CTW ทั้งสองคนเข้าไปนั่งที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพราะกว่าจะถ่อฝ่าการจราจรมาถึงก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว Cyrille นั่งจิบกาแฟรอให้รินเป็นฝ่ายเริ่ม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอาการแสดงทีท่าว่าจะตอบสนองกลับมา หนุ่มแคนนาดาเชื้อสายฝรั่งเศสถึงต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน

"เธอว่า.... เธอรับเรื่องแบบนี้ได้?"

"ใช่ แต่......นายไม่คิดเหรอว่ามันกระทันหันเกิดไป? นอกจากนั้นฉันยังเด็กเกินไปด้วย...."

"ตลกน่า อายุ 16 แล้วไม่เห็นจะแปลก ป็อปเธอยังไม่ขัดข้องเลย"

ชั่ววูบอารมณ์โกรธก็พุ่งขึ้นในเส้นเลือดของหนุ่มอ่อนวัยกว่า ทั้งเพราะตัวคู่สนทนาเอง และผู้ที่กล่าวถึงเบื้องหลัง "อ๋อ.... เพราะงั้นสินะถึงกล้าเข้าหาฉัน ตาป็อปก็อีก....จนป่านนี้แล้วยังไม่สำนึกอีกรึ ว่าพวกหุนหันเรื่องมีแฟนไม่ดียังไง จนแม่เสียไปนี่ก็เพราะอะไร

Cyrille นั่งฟังอย่างใจเย็น "ถ้ามันจะไม่ทำให้หนักใจเกินไป.... เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย?"

"อย่าเลย เรื่องนี้ยังไงฉันก็ทำไม่ได้ เรืองจะให้มีแฟนอะไรตั้งแต่ยังยืนบนขาตัวเองได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่คนที่กระโจนเข้าหาเรื่องแบบนี้ด้วยวัยแค่นี้ มักจะเป็นพวกนึกว่าตัวเองโตแล้วแน่แล้ว ทั้งๆที่ความจริงไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตในโลกของความเป็นจริงสักนิด บางวันอาจจะเพิ่งรู้ตัวว่ามันเป็นความผิดพลาดที่แก้ไม่ได้แล้วเพราะความหุนหันแป๊บเดียว.... ไม่ว่ายังไง.... ฉันคงไม่สนเรื่องนี้หรอก Cyrille..... จนกว่าฉันจะแน่ใจว่าฉันมีรากฐานที่พร้อมแล้วจริงๆ จนกว่าน้องฉันจะโตพอที่จะไม่ต้องให้ฉันคอยดูอีกแล้ว แล้วสองอย่างนั้นคงไม่เกิดจนกว่าฉันจะอายุขึ้นเลข 2 หรอก เพื่อนที่โรงเรียนกี่คนๆก็รู้กันทั้งนั้นว่าฉันจริงจังเรื่องนี้แค่ไหน ไม่ใช่ว่าฉันเพิ่งมาปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อเอาตัวรอดหรอกนะ"

หลังจากจบการร่ายคำพูด ที่น่าจะยาวที่สุดในรอบหลายวัน เจ้าตัวก้มหน้าลงท้าวแขนกับโต๊ะแล้วเอาหลังมือก่ายหน้าผาก หนุ่มฝรั่งแท้ที่นั่งตรงข้ามกันมองอากัปนั้นอย่างเห็นใจ ก่อนเลื่อนตัวเข้าหาโต๊ะเอนตัวเข้าหาอีกฝั่งเก้าอี้ให้ได้มากที่สุด

"ลองฟังเหตุผลผมบ้างนะ.... ผมเข้าใจที่เธอเป็นห่วงเรื่องฐานะการเงิน แต่ผมจะบอกว่าตรงนั้นผมสามารถเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้เธอได้แน่ นอกจากนั้น... เธอรู้มั้ยว่าถ้าอยู่ที่โน่น เธอหางานจากบริษัทโมเดลลิ่งได้สบายๆเลยนะ"

"อะไร.... เป็นนายแบบอย่างยุกับโยที่แคนาดา? พวกพูดอังกฤษไม่ได้สักแอะฉันน่ะเหรอ? อย่าเอาแต่คิดเพ้อฝันจนไม่ดูความจริงน่า Cyrille"

"ผมไม่ได้มองโลกในแง่ดีจนไม่ดูความเป็นจริงหรอกน่า..." น้ำเสียงอีกฝ่ายจริงจัง "เธอคงสงสัย... งานที่ผมบอกว่าจะไปเริ่มทำนี่ คือไปฝึกหัดกับทีมช่างภาพของนิตยสาร Vogue ที่ปารีส"

ถึงรินจะไม่ใช่พวกตามเทรนด์แฟชั่น แต่จากการที่ได้เห็น "แม่คุณ" บางคนที่โรงเรียนมักจะมีหนังสือที่กล่าวชื่อถึงติดมือมาอ่านประจำ ก็พอจะทำให้รู้ว่างานที่ Cyrille จะได้ทำไม่ใช่งานทั่วๆไป "นายเพิ่งเรียนมหาลัยจบเองไม่ใช่เหรอ? ทำไมได้งานใหญ่แบบนั้นหละ?"

"พ่อผมเป็นหนึ่งผู้บริหารของนิตยสาร Vogue ของแคนาดา. เพราะงั้นเรื่องสถานะการเงินบ้านผมมั่นคงแน่นอน ถึงจะไม่นับรายได้ของพ่อแม่ผม แม้ผมจะไม่ผ่านเข้าทำงานที่ฝรั่งเศส ผมก็กลับมาเป็นช่างภาพประจำที่มอนทรีอัลได้ เชื่อเถอะ ถ้าผมจะเธอให้เป็นนายแบบผมทำได้แน่ เธออาจะไม่ต้องรับงานตลอดก็ได้ แค่รับช่วงที่เธอว่าง...บวกกับรายได้ของผม แค่นั้นเราก็อยู่กันสบายแล้ว"

".....งั้น ถ้านายมีเงินเยอะขนาดนั้น ทำไมถึงมาขลุกอยู่แถบโซๆอย่างข้าวสารหละ?"

"ผมก็แค่อยากเจออะไรที่ผมรู้ว่าผมคงไม่ได้เห็นแน่ๆถ้าผมมาในฐานะการเงินแบบปรกติของครอบครัวผม ถ้าที่บ้านผมรู้ว่าผมจะมาเมื่อไหร่ คงไม่วายจองโรงแรมหรูๆอย่างโอเรียนเต็ล หรือไม่ก็ที่ไหนสักแห่งริมแม่น้ำหรูๆให้แน่ เพราะงั้น... ผมเลยจองตั๋วเครื่องจากในเน็ตแล้วเผ่นมาเลย กว่าที่บ้านจะรู้ว่าผมไม่อยู่แล้วก็จนมาถึงที่นี่แล้วนั่นแหละ ที่ผ่านมาผมใช้เงินเก็บของตัวเองหมดเลย" ตัวเองยิ้มน้อยๆ เหมือนแอบภูมิใจกับพฤติกรรมเด็กหนีออกจากบ้านของตัวเอง

"...จริงๆแล้ว บอกตรงๆนะว่าฉันไม่ใช่พวกสนใจเรื่องเรียนนักหนาหรอก เพราะงั้นถ้าจะให้ออกจากโรงเรียนเพื่อไปอยู่ที่โน่นฉันก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ เพียงแต่..... เรื่องใหญ่คือที่บ้านฉันต่างหาก จะให้อยู่ๆฉันตัดช่องน้อยแต่พอตัวคนเดียวไม่ได้หรอก แม้ว่าไปแล้วฉันจะส่งตังกลับบ้านได้มากพอที่ป็อปจะไม่ต้องวาดรูปขายก็เถอะ"

"เท่าี่ที่ผมดู... ป็อปเธอก็คงอยากให้เธอมีชีวิตที่ดีหละนะ"

"มีความสุข? ชีวิตที่ดี? มีประโยชน์อะไรถ้าชีวิตฉันดีอยู่คนเดียวที่โน่น แต่คนที่ยังอยู่ทางนี้อาจจะลำบากหนักไปกว่าเดิม? ตาลุงทึ่มเอ๊ย...." "ฝรั่ง"หัวกระเซิงเขี่ยเส้นสปาเก็ตตี้ในจานวนไปวนมา "ว่ากันไม่อ้อมค้อมนะ Cyrille นายไม่เห็นเหรอว่าทำไมแันถึงไม่สนใจเรื่องนี้ ป็อปเป็นผู้ใหญ่คนเดียวในบ้าน แต่พูดไทยไม่ไ้ด้สักนิด เวลาต้ิองทำอะไรก็ลำบาก น้องก็ยังแค่ 13 กับ 9 คนที่ตอนนี้โตใกล้จะเป็นผู้ใหญ่จัดการอะไรแทนป็อปได้ก็มีแค่ฉันคนเดียวหละ ถ้าฉันไม่อยู่น้องจะทำยังไงกัน? กว่าจะโตได้เท่าฉันตอนนี้ก็อีกนาน งานบ้านงานเรือนก็ทำกันไม่ค่อยเป็น ยิ่งเรื่องทำกับข้าวนี่แล้วใหญ่ ฉันไม่อยากออกจากบ้านไปแล้วได้ข่าวหลังจากนั้นไม่นานว่าไฟไหม้บ้านหรอกนะ"

"น่าจะจ้างแม่บ้านก็ได้นี่?"

"เหอะ... อย่าเลย วุ่นวายเปล่าๆ หลังๆนี่คนที่จ้างมาทำงานบ้านไม่รู้จะไว้ใจได้แค่ไหน พวกข่าวว่ารับคนมาใหม่แล้วไม่นานก็ก่อเรื่องมีออกเยอะไป ทำเองสบายใจกว่า"

ฝ่ายที่อายุขึ้นเลข 2 แล้วเอนกลับไปพิงพนักเก้าอี้ของตัวเองพลางถอนใจ "ยังไงเธอก็ไม่ยอมให้ผมชนะเลยสินะ แต่เถอะ เธอก็มีเหตุผล"

รินผงกหัวแล้วยกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่มหลังจากพูดเสียมากมายกว่าปรกติ ผนวกกับความเหนื่อยหน่ายใจที่ต้องมาโต้วาทีในเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบ

"แต่ผมยังติดใจอยู่อย่างนึง ที่เธอพูดมาทั้งหมด.... เธอไม่ได้บอกว่าเธอไม่สนใจเรื่องนี้เพราะเธอไม่ชอบผม"

เจ้าของแก้วน้ำเย็นที่กำลังยกดื่มอยู่ชะงักกริยาชั่วขณะ สายตามองต่ำลงยังน้ำใสในแก้ว.... ผ่านทะลุก้นแก้วไปจนถึงสองมือของ Cyrille ที่ประสานบนโต๊ะรอคำตอบ

ตามความเป็นจริงแล้ว..... ตัวเองรู้สึกยังไงกับอดีตลูกค้าที่ตอนนี้.....

เขาเองก็ยังไม่รู้แน่เหมือนกัน

ไม่ชอบ? จะมีอะไรให้เป็นสาเหตุให้ไม่ชอบ Cyrille ได้บ้าง? ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเป็นคนติดดิน ง่ายๆ บางทีอาจจะเหมือนเซนซิทีฟหน่อยๆจากเรื่องเมื่อวันอาทิตย์

แล้วถ้าจะมีเหตุให้ชอบ...........?

มุมปากของรินกระตุกเล็กน้อย

เจ้าตัวรีบวางแก้วน้ำลงก่อนจะถือค้างนานจนดูตลก และก่อนอะไรในสมองจะแว่บเข้ามาให้ตกใจจนทำแก้วหล่นแตก

"เธอเก็บอาการเก่งจริงๆนะริน คนอื่นไม่มีทางเดาใจเธอได้เลย" Cyrille ถอนลมหายใจอย่างท้อใจ พลางก้มหน้าหลุบลง "ช่างเถอะ ผมเองก็คงผิดที่จู่ๆมาเริ่มเรื่องนี้โดยไม่บอกกล่าว แล้วฟังจากที่เธอพูด..... ผมนับถือความเป็นผู้ใหญ่ของเธอในเรื่องแบบนี้ ผมขอถามข้อสุดท้าย.... อายุเราที่ต่างกัน ไม่ได้เป็นปัญหาใช่ไหม?"

ความคิดของรินหวนไปถึงแม่ที่จากไปแล้ว.... ตอนนี้ถ้าแม่ยังอยู่ ก็น่าจะ..... 43? 44? อากุสติโน่อายุ 19 ขึ้น 20 ตอนที่มาเมืองไทย แล้วไปเจอแม่ที่สตูล.... ตอนนั้นจำได้เหมือนเคยได้ยินว่าแม่อายุ 25 ย่าง 26?

"ไม่"

Cyrille ยิ้มอีกครั้ง แต่เป็นยิ้มแบบกึ่งเศร้าๆ "สัญญากับผมอย่างนึงได้มั้ย? ที่นี่....เค้าบรรลุนิติภาวะกันที่อายุเท่าไหร่"

"18 มั้งน่าจะ?"

"เข้าใจแล้ว... อีกสองปี.... ถึงตอนนั้นผมจะมาเมืองไทยอีกครั้งและรอฟังว่าเธอจะว่ายังไง ระหว่างนี้ เธอใช้เวลาตัดสินให้เต็มที่ว่า เธอจะสนิทกับผมได้ถึงขนาดไหน" หนุ่มแคนาเดี้ยนเชื้อสายฝรั่งเศสลุกขึ้นพร้อมกระเป๋าสัมภาระ เดินอ้อมอีกฝั่งโต๊ะข้างมาที่รินนั่งแล้วเอื้อมมือออกไป..... หยิบเฟรมรูปสีน้ำมันจากข้างหลังของริน "ผมคงต้องไปแล้ว เธอด้วย ป็อปเธอเองก็คงสงสัยว่าทำไมเธอหายไป เอาเป็นว่า ผมเต็มใจจะเป็นเพื่อนทางจดหมายกับเธอไปพลางๆระหว่างรอเธอคิดให้รอบคอบ พอกลับไปแล้วผมจะติดต่อมา.... ลาก่อน"

...Simply as that, and Cyrille walks away. Rin's eyes trails behind his French-Canadian acquaintance, watches from the restaurant's windows as he steps out of the mall's entrance gate and catches a taxi - presumably to Suwannabhume..... and finally out of his sight.
.   .   .   .   .

30 นาที รินยังอยู่ที่ CTW แต่ออกมายืนตากแดดจัดของเวลาบ่ายสองคนเดียวที่ลานข้างหน้าห้าง สีหน้าเรียบเฉยเหมือนปรกติเพียงเงยหน้าขึ้นเอามือป้องเหนือตาสีเฮเซลเขียว/น้ำตาลเพื่อกันแดดบ้าง

"ฉันควรจะเปิดใจ..... แล้วกล้าที่จะทำอย่างป็อป โดยหวังว่ามันจะไม่ซ้ำรอยมั้ยนะ ....แม่"
.   .   .   .   .

-: Aftermath :-

1 สัปดาห์หลังจาก Cyrille กลับ มีจดหมาย EMS. จากฝรั่งเศสมาหารินที่บ้าน ภายในเล่าถึงการเริ่มต้นในปารีสของ Cyrille พร้อมรูปถ่ายของผู้ส่งจดหมายและโปสการ์ดหอไอเฟลกับปีรามิดแก้วหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟ

7 พฤศจิกา

รินที่กลายเป็นเย้เยที่โรงเรียน ถูกเรียกให้ไปรับพัสดุที่ห้องธุรการตอนเที่ยงอย่างงงๆ พอไปถึง ถึงรู้จากคนส่งพัสดุว่ารับมาจากป็อปให้มาส่งที่โรงเรียน พอเห็นการ์ดที่แปะมากับห่อพัสดุข้างในและจดหมายก็รู้ทันทีว่ามาจากใคร

"You said you like basketball so much. So a few days ago I went to Barcelona for an assignment and I bought some basketball stuffs for you. =) Bon Anniversaire!!"

พอลองแกะกล่องออกดู ข้างในเป็นลูกบาส authentic แบบเดียวกันที่ใช้แข่งในลีก ACB และ....เสื้อบาสทีม Barcelona - -****

ด้วยความจี๊ดที่ดันได้เสื้อทีมคู่แค้นมาเป็นของขวัญวันเกิด จดหมายที่แกะซองแล้วแต่ยังไม่ทันได้อ่านเลยหลุดมือร่วงผลอยลงกับพื้น ขณะกำลังปลิวอยู่นั้นเอง สิ่งที่หลุดออกมาจากซองจดหมาย.... รูปถ่ายของ Cyrille

และคนที่มือไวที่สุดที่คว้าไปดูคือแม่คุณแพท "ต๊ายยยย หล่อ ขอได้มั้ยยะ???"

"อยากเอา เอาไป ยังไงชั้นก็มีที่บ้านอีกตั้งหลายรูป เปื้อนขี้มือหล่อนเป็นเสนียดแล้ว ชั้นไม่อยากได้คืนหรอก" เย้เยพ่นพิษใส่โดยที่รู้อยู่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง

"ว่าใครเป็นเสนียดยะ อีตาบ้า งั้นเอาเสนียดกลับไปเลยย่ะ!!!" ว่าแล้วรูปเจ้าปัญหาก็โดนปาใส่หน้ากลับ ...ได้คืนมาโดยไม่ต้องลงแรงไปรบราฆ่าเลย เพื่อนๆหลายคนพยายามจะขอดูบ้างแต่เจ้าตัวเก็บเข้ากระเป๋านักเรียนช่องในสุดไปเลย คนอื่นที่เลียบๆเคียงๆถามถึงก็ได้รับคำตอบแบบห้วนๆว่า "เพื่อน เจอกันที่ข้าวสาร" หลังจากเอาลูกบาสใหม่เอี่ยมไปยัดเบียดที่กับรองเท้าบาสในล็อกเกอร์แล้ว เจ้าตัวก็กลับมานั่งฟุบที่โต๊ะ

"Cyrille you dummy!! I'm a Real Madrid supporter!"

.  .  .  .  .