**แก้ไขครั้งที่ 2 ณ 15-16 ก.พ.  -  ปรับบทสนทนาของไข่หวานตามแนวทางที่ผปค.น้องเมย์ในคอมเม้นท์ 6-7

 

**แก้ไขครั้งที่ 1 ณ 7 ก.พ.  -  แก้ลักษณะคำพูดของไข่หวานที่บางประโยคมีหลุด "ครับ" และ ยกประโยคที่เล่นมุกทะลึ่งออก รวมถึงแก้สรรพนามแทนตัวของคริสตัลจาก "คริส" เป็น "พี่"

 

 

สมัครตัวละครนักเรียน รรลบ. ขั้นที่2 - สอบสัมภาษณ์

[ครูอีฟ  /  ตากล้องพุด  /  ไข่หวาน  /  คริสตัล]

 

     เหล่าผู้สมัครเข้าเป็นนักเรียนม.4 ในปีการศึกษาใหม่ของโรงเรียนลูกบาศก์ค่อยๆทยอยเดินออกจากห้องประชุมหลังจากทางเจ้าหน้าที่แจ้งถึงสิ่งที่ต้องทำในขั้นต่อไปสำหรับการวัดผลเพื่อผ่านเกณฑ์ประเมิน

     หนึ่งในจำนวนนักเรียนหญิงที่เข้าสมัครปีนี้....ดูจะหุ่นจ้ำม้ำกว่าคนอื่น หางเปียผูกโบว์สองเส้นที่ด้านหลังศีรษะแกว่งไปแกว่งมานิดๆตามจังหวะก้าวเท้าเดิน ในขณะที่สายตาหลังกรอบแว่นเหลี่ยมสีเทาดำจ้องอยู่ที่สมุดเล่มเล็กซึ่งถิอจ่อไว้ตรงหน้าของตัวเอง

 

“   บุคคลที่ต้องสัมภาษณ์ ::

 

นักเรียนรุ่นพี่ – ชาย 1  /  หญิง 1

อาจารย์ – 1

บุคคลากรพิเศษอื่นๆ – 1   ”

 

 

     “เอ้....โรงเรียนนี้แปลกดีแฮะ บอกว่าสอบสัมภาษณ์ นึกว่าจะสัมภาษณ์เราอย่างปรกติ กลับให้เราไปสัมภาษณ์คนอื่นซะนี่......” เสียงออกเหน่อนิดๆอย่างปรกติของคนอยุธยาพึมพัมกับตัวเอง “พี่บอนน์ก็หมายมั่นจะให้เราเข้าโรงเรียนนี้ให้ได้ซะด้วย พี่เค้าจะได้ขับรถมาส่งทุกวันก่อนไปมหาลัยเพราะไม่ไกลกันมาก....แต่อดห่วงไม่ได้จริงๆว่าไอ้นิสัยโพล่งทำวงแตกของเรามันจะทำสัมภาษณ์ล่มไปซะก่อนมั้ยเนี่ย”

 

     …แต่ว่ากันตามจริง.... แม่สาวแก้มยุ้ยคนนี้ควรจะดีใจเสียมากกว่าที่ไม่ใช่สอบสัมภาษณ์อย่างทั่วไป ซึ่งถ้า “โพล่ง” ออกไปดังที่มักทำโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบดีเสียก่อน คงถูกตัดคะแนนไม่เหลือไปบวกเพิ่มกับเกณฑ์ประเมินขั้นก่อนหน้าอย่างแน่นอน

 

 

     “บางขุนเทียน....บางขุนเทียน....... จริงๆบีนอยากไปเรียนแถวๆลาดกระบังมากกว่าน้า............ อยู่ใกล้ๆสุวรรณภูมิดีออก ถึงจะไม่ได้เห็นคุณพ่อบินเครื่องมาจากแฟรงค์เฟิร์ตเวลากลางวันหรือเห็นเครื่อง A380 ของEmirates เพราะเป็นไฟล์ทกลางคืนก็เถอะ แต่เครื่อง 747 บีนก็ยังชอบอยู่นี่นา น่าจะได้เห็นบ่อยๆ เพราะการบินไทยก็มี.... อืม จะว่าไปแล้ว เครื่อง 380 ที่การบินไทยสั่งไป แอร์บัสเค้าจะบินมาส่งเข้าเซอร์วิสเมื่อไหร่เนี่ย?  น่าจะลองเปิดดูในวิกิฯจากห้องคอมของโรงเรียนได้มั้ยนะ....ไปเดินหาดูแล้วถามเจ้าหน้าที่ดูดีกว่า”

 

     เออ....แล้วห้องคอมอยู่ตึกไหนเนี่ย?

 

 

     บีนที่เพิ่งลงมาจากหอประชุมใหญ่บนชั้นสองของตึกใหญ่ด้านหน้าสุดของโรงเรียน หันมองดูรอบๆตัว พิจารณาจำนวนตึกเท่าที่มองที่เห็นจากด้านหน้าอาคารซึ่งมีหอประชุมอยู่บนชั้นสอง เห็นสนามฟุตบอล เห็นอาคารกีฬาที่สุดฝั่งสนามฟุตบอลด้านโน้น.... อาคารสี่ชั้น 2 รึ 3 อาคารที่สุดปลายสนามฟุตบอลอีกด้านหนึ่ง แล้วใกล้ๆกันกับบริเวณที่ยืนอยู่นี้เองก็มีตึก 3 ชั้นอยู่อีก

 

 

     ถ้าให้ลุยดิ่งแบบตาบอดคลำทาง ท่าทางจะเสียเวลาสำหรับใช้สัมภาษณ์มากอยู่นา.... ตอนนี้.... 9.39น. คงต้องถามใครสักคนก่อนแล้วล่ะ บนหอประชุมจะยังมีคนเหลืออยู่บ้างรึเปล่า?

 

     คิดได้ดังนั้น พลอยอรุณจึงหันกลับเดินเข้าไปยังตึกเดิมที่เพิ่งไปนั่งฟังการอธิบายชี้แจงเกี่ยวกับการมอบหมายภารกิจสัมภาษณ์บุคคลากรของโรงเรียน แล้วก้าวขาขึ้นบันไดฉับๆหมายจะกลับไปที่หอประชุม แต่เพียงขึ้นมาได้ครึ่งเดียวถึงตรงชั้นลอยของบันไดที่หักมุมกลับ 180 องศา ก็พลันมีร่างเล็กๆร่างนึงเดินสวนทิศลงมาจากชั้นที่สูงกว่า.... เป็นสาวน้อยร่างเล็กกว่า เจ้าของหน้าใสๆใส่แว่นเช่นเดียวกันบีน เพียงแต่ปล่อยผมประบ่าสลวย เดินถือหนังสือในมือ2-3เล่มที่ดูจะหนักเกินไปนิดสำหรับขนาดตัวเธอก้าวเท้าลงมาจากบันไดซึ่งต่อกับชั้นสองของอาคาร

 

 

     “เธอ...ในหอประชุมยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอยู่บ้างรึเปล่าจ๊ะ?”

 

 

     สิ้นเสียงทักของบีน สีหน้าของผู้อยู่บนบันไดสูงขึ้นไป 4-5 ขั้นดูงงงวยอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มบางๆ “คิดว่ายังมีอยู่นะ อย่างน้อยคงมีช่างรอนที่เป็นเจ้าหน้าที่ช่างของโรงเรียนเช็คความเรียบร้อยของพวกเครื่องเสียงก่อนจะปิดห้อง ...น้องมาสัมภาษณ์ใช่มั้ยเอ่ย? มีอะไรให้ช่วยเหลือถามเราได้น้า เราเป็นครูของที่นี่น่ะค่ะ”

 

 

     สิ้นเสียงตอบกลับมาของสาวร่างเล็กดูน่ารักซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป บีนแทบจะล้มทั้งยืน....แค่เริ่มต้นก็ทำพังแล้วหรือนี่??

 

     “ตายจริง! ขอโทษมากๆเลยค่ะ!! หนูนึกว่าอาจารย์เป็นนักเรียนที่มาสมัครเข้าเรียนเหมือนกันเลยเผลอทักโดยไม่มีมารยาทออกไป ขอโทษนะคะ ขอโทษจริงๆ”

 

     “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราเองก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กนักเรียนบ่อยๆเหมือนกัน ขนาดตอนมาสมัครเป็นครูยังถูกพี่ยามยอดทักว่ามาสมัครเรียนเลย”

 

     ถึงแม้นเจ้าตัวจะดูไม่ถือสามากมาย คงด้วยเห็นว่าเป็นเด็กมาใหม่ยังไม่รู้ประสีประสา แต่กระนั้นบีนก็เริ่มประหม่าจนอดไม่ได้ที่จะต้องขอโทษอีกเป็นชุดใหญ่ๆ “ถึงอาจารย์จะว่ากระนั้น...แต่หนูก็ขอโทษอีกครั้งด้วยค่ะ หนูไม่ทันสังเกตว่าชุดของอาจารย์ไม่ใช่ชุดนักเรียนเพราะดูเหมือนโรงเรียนนี้จะไม่บังคับเรื่องเครื่องแบบ ขอโทษด้วยจริงๆค่ะ อ่า.....ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ หนูชื่อ พลอยอรุณ อร่ามแสงทิวา ค่ะ”

 

     “เราชื่อ อาทิตยา เตชะกาญจนพร เรียกอีฟก็ได้ค่ะ เราสอนวิชาภาษาอังกฤษม.5 นะ”

 

     “ภาษาอังกฤษหนูก็สนใจนะคะ เอ่อ....จะขออนุญาตสัมภาษณ์อาจารย์อีฟได้มั้ยคะ?”

 

     “ได้เลยค่ะ” ครูอีฟอดที่จะขำไม่ได้กับการถูกสัมภาษณ์ ณ กลางบันได แต่ดูๆน้องแก้มยุ้ยคนนี้จะประหม่าตื่นเต้นมากจนลืมนึกถึงไปเลยขณะกำลังวุ่นวายหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจดคำสัมภาษณ์ราวกับนักข่าวก็ไม่ปาน

 

 

     “อืม...อาจารย์อีฟสอนภาษาอังกฤษเน้นทางไหนเป็นพิเศษมั้ยคะ? เช่น อ่านออกเสียง แกรมมาร์ หรือการใช้ในชีวิตประจำวันพวกนั้นรึเปล่าคะ?”

 

     “เราจะเน้นไปทางการใช้ในชีวิตจริงน่ะ แต่จะพยายามสอนแบบไม่เครียดไม่เน้นทฤษฎีหนักๆ บางทีอาจจะใช้วิธีเล่นเกมกันสนุกๆ ให้นักเรียนมีส่วนรวมโดยไม่เกร็งกันจนเกินไป”

 

    “ดีจังค่ะ หนูก็พอจะรู้ภาษาอังกฤษอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยแม่นแกรมมาร์เป๊ะๆ แต่ก็พอคุยกันคนอื่นได้ ฟังแล้วแนวทางที่อาจารย์สอนน่าจะเป็นแบบที่หนูชอบเลยค่ะ” แต่หลังจากพูดอย่างกระตือรือร้นไปแป๊บเดียวก็... “ว้า.... อาจารย์อีฟสอนม.5 หนูต้องรอไปอีกปีสิคะเนี่ยถึงจะได้เรียนกับกับอาจารย์ เสียดายจัง”

 

     “No worry… ครูที่สอนอังกฤษม.4 ก็ไม่เฮี๊ยบแบบดุๆหรอกค่ะ น้องพลอยอรุณลองเรียนกับครูกวีดูก่อน เดี๋ยวเดียวก็ได้เจอกับเราแล้ว” หญิงสาวร่างเล็กบางกว่าทว่าสูงกว่าด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิปลอบใจว่าที่นักเรียนใหม่ผู้เต็มใจจะขอจองตัวเป็นศิษย์ของเธอเสียตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงเรียน

 

     “อาจารย์คะ หนูขอถามอะไรสักนิดเกี่ยวกับศัพท์อังกฤษหน่อยนะคะ คืออย่างคำว่า ‘Spirit’ กับ ‘Soul’ นี่ก็แปลว่าวิญญานเหมือนกันใช่มั้ยคะ แต่สองคำนี้มีเงื่อนไขการใช้ต่างกันอย่างไรหรือมีความหมายปลีกย่อยที่ทำให้ต่างกันมั้ยคะ?”

 

     “มันแล้วแต่จะตีความหมายนะ –สปิริท- จะเป็นเชิงหมายความถึงจิตวิญญานของอะไรสักอย่างน่ะ ส่วน –โซล- เอนไปทางว่าเป็น “จิตวิญญานที่บริสุทธิ์” จะต่างกับ สปิริท ตรงที่ สปิริท ไม่ได้ระบุว่าเป็นวิญญานที่บริสุทธิ์ ดังนั้นอาจจะยังมีกิเลศเจือปนอยู่ได้หรือหมายถึงการเป็นตัวตนของบางสิ่ง และโซลจะใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรมมากกว่าค่ะ”

 

     “อ๋อ....ถ้าอย่างนั้น สโลแกนของแควนตัสก็คือ “ตัวตนแห่งออสเตรเลีย” นะสิคะ หนูก็สงสัยว่าถ้าแปลว่า “วิญญานแห่งออสเตรเลีย” ทำไมถึงไม่ใช้คำว่า Soul ทั้งๆที่ก็แปลว่าวิญญานเหมือนกันน่ะค่ะ”

 

     “สโลแกนของแควนตัส….‘Spirit of Australia’ คงใช่แล้วละค่ะ แปลว่าวิญญานอาจจะไม่ถูกต้องนักถึงความหมายมันจะครือๆกัน ใช้คำว่าตัวตนน่าจะสื่อได้ตรงกว่าจริงๆ” ครูอีฟออกจะประหลาดใจกับที่มาของคำถามอยู่หน่อยๆจากปากนักเรียนที่กำลังจดความรู้ที่เพิ่งได้จากเธออยู่ยิกๆ ก็ปรกติเด็กผู้หญิงไม่ชอบเรื่องเกี่ยวกับจักรกลนี่นา? “น้องพลอยอรุณชอบเครื่องบินเหรอ ถึงได้สังเกตแล้วมาถามเราน่ะ?”

 

     “ค่ะ คุณพ่อหนูเป็นนักบินน่ะค่ะ แต่ไม่ได้อยู่แควนตัสนะคะ อยู่สายการบินลุฟท์ฮันซ่าของเยอรมันน่ะค่ะ” พอเริ่มเปิดประเด็นถึงเครื่องบินได้ปุ๊บ บีนก็ต้องรีบเบรกตัวเองเสียก่อนจะเผลอต่อความยาวสาวความยืด...ก็ไม่รู้ครูอีฟจะสนใจเครื่องบินเหมือนตัวเองรึเปล่านี่น้า “ขอบคุณมากๆนะคะที่ช่วยอธิบายให้เข้าใจ รบกวนเว.... ว้าย!! นี่หนูไม่ได้เชิญอาจารย์นั่งแถมยังสัมภาษณ์กลางบันไดอีก ขอโทษค่ะ ขอโทษมากๆนะคะอาจารย์อีฟ แย่ที่สุดเลย....ขอโทษจริงๆค่ะ”

 

     คราวนี้แม่แก้มยุ้ยผู้เป็นนักเรียนสอบสัมภาษณ์ไม่ขอโทษเปล่า ยังรูดซิปกระเป๋าสะพายข้างที่ก่อนหน้านี้คว้าเอาปากกาออกมา แต่หนนี้สิ่งที่ติดมือออกมากลับเป็นแท่งช็อกโกแลต “อาจจะละลายไปนิด... ถ้าไม่รังเกียจหนูอยากจะขอให้อาจารย์รับไว้เป็นของขอขมาน่ะค่ะ ขอโทษอาจารย์ด้วยจริงๆค่ะที่ทั้งรบกวนเวลาแล้วยังไม่มีมารยาทเชิญอาจารย์ไปนั่งสัมภาษณ์ดีๆอีกด้วย พอดีไม่กี่วันก่อนคุณพ่อหนูกลับมาจากเยอรมันแล้วซื้อช็อกโกแลตมาฝากเย